คริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รี่ : Mission: Impossible Fallout เข้มข้นทวีคูณ

อีธาน ฮันท์ (ทอม ครูซ) และทีมไอเอ็มเอฟของเขา (อเล็ก บอลด์วิน, ไซม่อน เพ็กก์, วิง รามส์) รวมถึงพันธมิตรหน้าตาคุ้นเคย (รีเบ็กก้า เฟอร์กูสัน, มิเชลล์ โมนาแกน) ต้องเร่งรีบแข่งกับเวลาหลังจากที่ภารกิจเกิดความผิดพลาดขึ้นมา

สำหรับภาพยนตร์ในภาคนี้ แม็คควอร์รี่ ตั้งใจอยากจะให้ชาวอินเดียร่วมถ่ายทำด้วย แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถถ่ายทำในประเทศดินแดนภารตะที่ต้องการได้ อย่างไรก็ตามทีมงานยกกองไปถ่ายทำถึง 5 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส, อังกฤษ, นิวซีแลนด์, นอร์เวย์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

“เราอยากเดินทางไปถ่ายทำที่ประเทศอินเดีย เราไม่สามารถถ่ายฉากเหตุการณ์บนอากาศได้ (ฉากไล่ล่าเฮลิคอปเตอร์) ในอินเดีย มันค่อนข้างวุ่นวายมากๆ สุดท้ายเราก็เลยเลือกไปถ่ายทำที่ประเทศนิวซีแลนด์ แต่จากการสำรวจประเทศอินเดียมันกว้างมากๆ แน่นอนผมอยากไปที่อินเดีย และถ่ายหนัง”

มีหลายตอนที่มีการอ้างอิงประเทศอินเดียในหนัง พร้อมกับเหตุการณ์สำคัญช่วงสุดท้ายที่มีถ่ายทำที่แคชเมียร์ แต่ทีมสร้างไม่ได้ถ่ายทำหนังในอินเดีย และใช้วิธีการเปลี่ยนหุบเขาในนิวซีแลนด์ให้เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ของแคชเมียร์เพื่อถ่ายทำฉากนี้

สำหรับภาคใหม่ล่าสุด แม็คควอร์รี่ ยอมรับว่าต้องใช้เวลานานมากในการถ่ายทำแต่ละโลเกชั่น “ผมตั้งใจมากๆ ในการใช้เวลากับโลเกชั่นนึง ผมกลับมาไปยังโลเกชั่นแรกที่ผมถ่ายหนังเรื่องแรก ซึ่งเริ่มที่ปราก ผมคิดว่าในภาคที่แล้ว (Rogue Nation) เราอาจถ่ายทำ 6 ประเทศใน 10 นาทีแรกของหนัง”

ในส่วนของชื่อหนังในภาคนี้ แม็คควอร์รี่ ให้ความเห็นว่า “ชื่อเรื่องมีความหมายที่หลากหลาย ตั้งแต่การบ่งบอกตรงๆ ไปจนถึงเป็นการอุปมาอุปไมย อย่างกรณีการข่มขู่ด้วยระเบิดนิวเคลียร์ของกลุ่มก่อการร้ายซึ่งเป็นการข่มขู่แบบตรงไปตรงมา

“ส่วนการใช้คำอุปมาอุปไมยนะเหรอ ? มันเป็นอะไรที่ต้องใช้ความคิดกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในหนังซึ่งเป็นผลลัพธ์สุดท้ายในการเลือกของ อีธาน ฮันท์ที่กลับมาหลอกหลอนเขา มันเป็นผลกระทบจากความมุ่งมั่นของเขา”

การกลับมาทำภารกิจสำคัญของ อีธาน ฮันท์ กับเพื่อนร่วมงาน ในการกู้โลก ยังคงเข้มข้นน่าสนใจเสมอ แน่นอนว่าผู้ชมคงคาดหวังกับสิ่งใหม่ไม่ใช่แค่ฉากแอ็กชั่นมันยกร่องเท่านั้น แต่อยากจะเห็นอะไรที่มันซับซ้อนและแฝงไปด้วยปรัชญา